การเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นกับทุกคน แต่ถ้าค้นหาสาเหตุของการป่วย แม้ส่วนหนึ่งจะมาจากพันธุกรรม แต่ส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรม การใช้ชีวิต
  การเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นกับทุกคน แต่ถ้าค้นหาสาเหตุของการป่วย แม้ส่วนหนึ่งจะมาจากพันธุกรรม แต่ส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรม การใช้ชีวิต

 

          กุลธิดา แซ่ตั้ง อดีตพยาบาลคนนี้ ก็ไม่ต่างจากคนอื่นๆ คือ เห็นคนป่วยที่เข้าออกโรงพยาบาลอยู่เรื่อยๆ จนตั้งคำถามว่าชีวิตคนเราจะรอให้ป่วย แล้วค่อยเข้าโรงพยาบาลหรือ เพราะคนส่วนใหญ่ ป่วยเพราะตัวเขาเอง  ถ้าอย่างนั้น คนเราน่าจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาดูแลสุขภาพ ป้องกันโรค ไม่ให้ป่วย คงจะดีกว่า...

          "ยิ่งคนอายุมากขึ้น ก็ใส่เหตุที่ทำให้ป่วยเพิ่มขึ้น ก็เลยไม่ได้ออกจากโรงพยาบาล" ครูหมู-กุลธิดา กล่าว และนั่นเป็นเหตุผลหนึ่ง ทำให้เธอลาออกจากอาชีพพยาบาล หันมาเรียนโยคะ และผันตัวเป็นครูสอนโยคะ  "คนส่วนใหญ่ทำมาหากินจนไม่มีเวลากิน นอนก็ไม่เป็นเวลา จริงๆ แล้วไม่เอื้อต่อสุขภาพเลย ถ้าคนเราไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ก็ไม่ต้องใช้เงินเยอะ ต่อให้กินเก่งแค่ไหน ก็กินไม่กี่ตังค์ แต่ถ้าเราเจ็บป่วย บางทีเสียเงินเป็นแสน ก็เอาไม่อยู่ เราก็เลยอยากทำอะไรที่ดีต่อตัวเราและต่อคนอื่นด้วย"

          1.ในช่วงเป็นพยาบาล แม้เธอจะทุ่มเทแรงกาย ดูแลผู้ป่วยมากเพียงใด นั่นก็ช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่ในที่สุดพวกเขาก็จะกลับมาอีก ถ้าไม่รู้จักดูแลร่างกายตัวเอง  "เราต้องเป็นหมอที่ดีที่สุดให้ตัวเรา มีความเข้าใจตัวเรามากขึ้น" ครูหมู เล่า เมื่อเธอได้ใช้โยคะดูแลตัวเองและผู้อื่น เพราะโยคะเป็นศาสตร์ที่โยคีและพระพุทธเจ้าใช้ฝึกฝนตนเอง  "สมัยโบราณมีการฝึกโยคะเพื่อพัฒนาจิต จิตเป็นประธานของทุกสิ่ง ถ้าจิตดี จะคิด จะพูด จะทำกับตัวเองและคนอื่นก็ดีไปด้วย โยคะเน้นเรื่องฝึกสติและสมาธิ อยู่กับปัจจุบัน ขณะฝึกโยคะ ปัจจุบันคือร่างกายของเรา ถ้าศึกษาจริงๆ โยคะมีความคล้ายกับศาสนา ไม่ใช่แค่การทำท่าทางต่างๆ เพื่อดูแลร่างกาย โยคะจะเน้นเรื่องจิตและกายที่สมดุล ทำให้พอดีกับตัวเอง"

          นอกจากนี้ โยคะยังสามารถปรับใช้ให้เหมาะกับแต่ละคน แต่ละวัย โดยการฝึกเคลื่อนไหวร่างกายอย่างมีสติ ทำให้เลือดในร่างกายหมุนเวียนได้ดี

          "การเคลื่อนไหวร่างกาย เป็นการกระตุ้นให้เลือดลมของเราไหลเวียนได้ดีขึ้น ทุกเซลล์ในร่างกายก็ได้รับออกซิเจน ของเสียที่คั่งค้างก็ถูกกำจัดออกไป เหมือนเวลาคนไม่สบาย ปวดเมื่อยเนื้อตัว ถ้าหมอนวดกดและบีบในจังหวะที่พอดี ก็ช่วยกระตุ้นร่างกาย ของเสียที่คั่งอยู่ ก็ถูกขับออก เลือดลมใหม่ก็หมุนเวียนได้ดี ทำให้สบายตัว แต่ถ้าหมอนวดกดแรงเกินไป ร่างกายจะมีแรงต้าน เกร็งหนักกว่าเดิม"

          แม้โยคะจะมีหลายแบบ ทั้งอาสนะ ปราณยามะ ฯลฯ แต่มีความเป็นหนึ่งเดียว และยังมีการฝึกโยคะเน้นบางจุดทำให้หน้าเด็ก ด้วยการยืดหดกล้ามเนื้อ ไม่ต่างจากโยคะทั่วไป

          "ลองยิ้ม แล้วสังเกตมุมปากทั้งสองข้าง ลองเป่าแก้มข้างขวา เป่าให้ตึงแล้วค้างไว้ ทำให้รู้สึกลมดันกล้ามเนื้อยืด ไม่ว่ามุมปาก แก้ม ตาหางคิ้ว หน้าผากให้รู้สึกตึงแล้วคลาย จากนั้นยิ้มใหม่ จะรู้สึกหน้าด้านขวามีความโล่งกว่าด้านซ้าย เนื่องจากกล้ามเนื้อเปิดแล้ว ยืดกล้ามเนื้อที่หดเกร็งกลับมาเหมือนเดิม" ครูหมู เล่า เพื่อให้เห็นว่า การทำโยคะเฉพาะจุดหรือที่เรียกว่าโยคะหน้าเด็ก จะเน้นไปที่ต่อมน้ำเหลือง ซึ่งเป็นตัวกำจัดของเสีย

          "ตอนฝึกกล้ามเนื้อ ต้องมีการยืดก่อน แล้วกดนวดตามจุดต่างๆ สุดท้ายแล้วร่างกายสามารถเคลื่อนไปข้างหน้า หลัง ซ้าย และขวาใบหน้าก็สามารถเคลื่อนไหวได้ทั้งสี่ทิศ กระตุ้นให้กล้ามเนื้อไม่หดเกร็งอยู่ในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง เมื่อเกิดการเคลื่อนไหว เลือดลมไหลเวียน การสร้างเซลล์ใหม่ก็ดีขึ้น"

 

ทำยังให้ดูเด็กลง? โยคะสามารถช่วยให้เด็กกลงได้
ทำยังให้ดูเด็กลง? โยคะสามารถช่วยให้เด็กกลงได้

          2.เหมือนเช่นที่กล่าวมา การดูแลร่างกายเป็นเรื่ององค์รวม ทั้งอาหาร อากาศ การออกกำลังกาย และอารมณ์

          "บางคนทานแต่อาหารมัน ก็อ้วน เป็นสิว รักษาสิวก็ไม่หาย กินยาลดความอ้วน ก็ไม่ผอม ถ้าเรายังทานอาหารมันๆ ก็ไม่ดีขึ้น อย่างคนที่ช็อคไป เซลล์ในร่างกายอยู่ระหว่างตายหรือไม่ตาย ถ้าขาดออกซิเจนอีกนิดก็ตาย ถ้ากระตุ้นกลับมาได้ เซลล์ที่เหมือนจะตาย เมื่อได้รับออกซิเจนเพียงพอ ก็ฟื้นกลับมาได้ เพราะฉะนั้นอากาศสำคัญมาก อีกอย่างความเครียด ทำให้เป็นมะเร็งก็ได้ โรคกระเพาะก็ได้ บางคนเครียด แล้วเลือกเที่ยวกลางคืน เลือกกินอาหารรสจัดจ้าน หรือทำอะไรเพื่อระบายความเครียด จริงๆ แล้ว เราเป็นคนสั่งตัวเราว่า จะนอน หรือกินเมื่อไหร่" ถ้าเลือกจะออกกำลังกายด้วยการวิ่ง ครูหมูบอกว่า การวิ่งก็สร้างสมาธิได้ เมื่อรู้สึกตัว ก็จะไม่วิ่งเกินพอดี

          "ถ้าเราไม่มีจิตรับรู้ ก็จะเผลอรังแกตัวเอง อย่างการฝึกโยคะ เป็นเครื่องมือที่ดีมาก เหมือนการปฏิบัติธรรม ทำให้รู้สึกตัว ได้ประโยชน์ทั้งกายและใจ" ส่วนการฝึกหายใจอย่างมีคุณภาพ ครูหมู เห็นว่า คนส่วนใหญ่จะหายใจเร็วมาก ลมหายใจสั้นๆ จะเอาออกซิเจนไปใช้นิดเดียว ส่วนคาร์บอนไดออกไซด์ที่หายใจออก ก็ถูกเปลี่ยนนิดเดียวเหมือนกัน นั่นเป็นการหายใจที่ไม่มีคุณภาพ

          "ถ้านั่งอยู่ ลองปรับกระดูกสันหลัง ผายไหล่ เปิดอก ก็จะหายใจได้ลึก ช่องลมเปิดกว้าง นี่เป็นหลักการฟิสิกส์ ปอดมีพื้นที่เพิ่มขึ้น แต่ที่ผ่านมาเราไม่เคยถูกฝึก กล้ามเนื้อไม่เคยยืดขยาย มีแต่หดเกร็ง เราจะฝืนหายใจลึกก็ไม่ได้ เพราะกล้ามเนื้อไม่ขยาย เมื่อไหล่ไม่ผาย ช่องอกไม่เปิด เราก็มีพื้นที่หายใจน้อย หายใจลึกๆไม่ได้ หน้าที่เราคือ ปรับสรีระ"

          3.หลังจากเป็นครูโยคะมานานกว่า 11 ปี ครูหมู รู้สึกได้ว่า ร่างกายมีความยืดหยุ่นดีขึ้น สมัยเด็กๆ เธอสามารถก้มตัวแตะเท้าได้ พอหันมาทำงานประจำ ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกาย มือไม่สามารถแตะถึงเท้าได้

          ครูหมูบอกว่า เพราะเราไม่ใส่เหตุด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายแบบโยคะ ผลก็ไม่เกิด ทำให้ร่างกายตึง

          "เมื่อหันมาฝึกโยคะไปเรื่อยๆ ก็สามารถใช้มือแตะถึงเท้าได้ ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามเหตุ ร่างกายยืดหยุ่นกว่าตอนเป็นเด็ก ตอนเป็นวัยรุ่นสูง 165 เซนติเมตร ตอนทำงานประจำ ความสูงเหลือ 163 เซนติเมตร ปัจจุบันสูง 167 เซนติเมตร เราไม่ได้โตขึ้น แต่การฝึกโยคะทำให้อิริยาบถส่วนต่างๆ มีความสมดุล เนื่องจากข้างในร่างกายมีการปรับเปลี่ยน ตั้งแต่กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เมื่อก่อนร่างกายอาจจะอยู่ในรูปทรงแบบหนึ่ง เมื่อฝึกเรื่อยๆ อวัยวะก็จะทำงานดีขึ้น และดีเท่าที่จะทำได้

          "ถ้าดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ก็ได้รับผลที่ดีแน่นอน เหมือนต้นไม้ ถ้ารดน้ำพรวนดินสมบูรณ์ ก็จะออกดอก ออกผล แต่ถ้าต้นไม้ได้รับสารอาหารน้อย น้ำน้อย แล้วมากระตุ้นที่ใบหรือดอกอย่างเดียว แม้จะชุ่มชื้น สุดท้ายก็ต้องเป็นไปตามจริงจากสิ่งที่ทำ"

          เหมือนการฝึกโยคะ ครูหมูบอกว่า บางคนไปฝึกในสตูดิโอ แล้วทำตามเพื่อน ตามครู โดยไม่เข้าใจว่า ก้มตัวไปข้างหน้า เพื่อยืดข้างหลัง ดังนั้นต้องรับรู้ว่า ร่างกายตึงพอดีไหม หรือมากไปไหมร่างกายจะเตือนเรา ก็ต้องปรับ อีกอย่างถ้ารับรู้ว่า ตึงมากแล้ว ต้องไม่ฝืน

          "ถ้าเราใส่เหตุ เพื่อพัฒนาไปในทิศทางที่เราต้องการ เราก็จะไม่บาดเจ็บ ต้องมีสติ ไม่บังคับตัวเองเกินไป การดูแลตัวเองอย่างง่ายที่สุดให้ดูแลจากข้างใน ถ้าข้างในเป็นแบบไหน ข้างนอกก็เป็นแบบนั้น ถ้าดูแลอวัยวะด้านในให้ทำงานได้สมวัย หรืออ่อนกว่าวัย ก็จะส่งผลต่อภายนอก เรื่องเหล่านี้อยู่ในวิถี"

          การดูแลตัวเองอย่างง่ายที่สุดให้ดูแลจากข้างใน ถ้าข้างในเป็นแบบไหนข้างนอกก็เป็นแบบนั้น  ถ้าดูแลอวัยวะด้านในให้ทำงานได้สมวัยหรืออ่อนกว่าวัยก็จะส่งผลต่อภายนอกเรื่องเหล่านี้อยู่ในวิถี

 

บทความคุณภาพจาก .. http://www.thaihealth.or.th/

ข่าวประชาสัมพันธ์สนาม

ข่าวประชาสัมพันธ์สนาม

คำศัพท์กีฬา