SiamSport Talk - เชียร์บอล บอลไทย ตารางการแข่งขัน ไทยพรีเมียร์ลีก-ดิวิชั่น 1 ปี 2556 กิจกรรมนันทนาการ
เมษายน 21, 2014, 09:05:17 pm *
ข่าว: ยินดีต้อน รับ สู่ Siam Sport Talk แหล่งชุมชนคนรัก กีฬาไทย บอลไทย กระทู้บอลไทย เกมส์กีฬา คนชอบ บาสเก็ตบอล บาสไทย NBA คุยกันวิเคราะห์บอล SiamSport เว็บกีฬาสำหรับคนไทย 

สมาชิกใหม่รายงานตัวได้ที่
http://www.siamsporttalk.com/index.php?topic=768.msg2014;topicseen#msg2014
Website แนะนำ
Thailand Export Company >> thailandhotel >> baslover.com เครือข่ายคนรักบาสเก็ตบอล
 >> ทดสอบความเร็วอินเตอร์เน็ตกันได้ >> เว็บบอร์ดคนมีหัวนอนปลายเท้า
  หน้าแรก ช่วยเหลือ ปฏิทินกีฬา ปี 2557 เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติ กฎกติกา กีฬายกน้ำหนัก  (อ่าน 4593 ครั้ง)
Tc_Botun
Jr. Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 55


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: มกราคม 10, 2012, 06:06:58 pm »


ประวัติ กฎกติกา กีฬายกน้ำหนัก

ประวัติ

 กีฬายกน้ำหนักในยุคเริ่มต้นไม่ได้เป็นกีฬาอย่างที่เข้าใจกันในปัจจุบัน สังคมในยุคโบราณ จะมีเรื่องราวของการท้าทาย การต่อสู้ หรือการแข่งขันของกลุ่มชนเผ่าเดียวกัน หรือต่างเผ่า ซึ่งดูเป็นเรื่องปกติ ทั่วไป คนที่มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ต่างพยายามแสดงออกถึงความสมบูรณ์แข็งแรงของตนในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งเป็นความพยายามที่ต้องการแสดงออกว่าใครแข็งแรงกว่ากัน วิธีการวัดความแข็งแรงในสมัยนั้นมีหลายรูปแบบ เช่น การแบกลูกวัว การยกถุงทราย การยกหิน หรือการยกเหล็ก เป็นต้น รูปแบบวิธีวัดความแข็งแรงของร่างกายในแต่ละยุคแต่ละสมัยได้พัฒนารูปแบบท่าทางในการยกที่แตกต่างกันออกไป

     จากบันทึกในตำนานของกรีก สามารถยืนยันได้ถึงการแข่งขันความแข็งแรงของคนในสมัยโบราณว่า ผู้ที่แข็งแรงที่สุดในสมัยนั้น คือ มิโลแห่งโครตัน (Milo of Croton) ซึ่งเป็นผู้ที่สามารถชนะ
การแข่งขันในกีฬาโอลิมปิคโบราณถึงหกครั้งด้วยกัน มิโลแห่งโครตันมีวิธีการฝึกให้คนมีความแข็งแรงด้วย
การแบกลูกวัวไว้บนบ่า เมื่อลูกวัวโตและมีน้ำหนักมากขึ้นก็จะทำให้มิโลแห่งโครตันมีพละกำลังมากขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ ยังพบอีกว่าประมาณต้นศตวรรษที่สิบเก้าในทวีปยุโรปได้มีกองคาราวานของละครสัตว์ตระเวนไปค้าขายแข่งขันหาคนที่แข็งแรงด้วยการยกของหนัก ๆ ตามชุมชนต่าง ๆ โดยใช้ดัมเบล (Dumb-bells) ที่มีคานยาวและมีตุ้มน้ำหนักติดแน่น การที่คณะละครสัตว์ตระเวนไปแข่งขันตามชุมชนต่าง ๆ แสดงว่าในแต่ละชุมชนนั้น มีคนที่สนใจในด้านนี้อยู่เสมอ การยกน้ำหนักจำนวนมาก ๆ นั้นจำกัดเฉพาะพวกที่ห้าวหาญ และได้รับความนิยมในกลุ่มของนักแสดง นักกายกรรมในคณะละครสัตว์เท่านั้น (Ford Movis. n.d.: 217-219)
 
      ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์การแข่งขันกีฬาชนิดต่าง ๆ ไม่มีการแข่งขันกีฬาใดที่จะมี ประวัติศาสตร์อันยาวนานเท่ากับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคชาวกรีก ( กรีซ) เป็นประเทศแรกที่จัดการแข่งขันขึ้น เมื่อก่อนคริสตกาล การแข่งขันได้ดำเนินเรื่อยมาจนถึงพระเจ้าจักรพรรดิโรมัน ทรงพระนามว่า ซีโอโดซิอุส (Theodosius) ได้มีกระแสรับสั่งให้ระงับการแข่งขันเมื่อปี ค. ศ. 392 กีฬาโอลิมปิคถือว่าเป็นกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในสมัยกรีกโบราณที่จัดขึ้นทุกสี่ปีเพื่อเป็นการสักการะบูชาเทพเจ้าซีอุส (Zeus) ( วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม, 2537 : 554)
     การแข่งขันกีฬาโอลิมปิคนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประวัติศาสตร์ของกรีกโบราณและ กรุงโรม ประเทศอิตาลี เพราะทั้งสองประเทศเป็นอาณาจักรที่เรืองอำนาจที่สุดในโลก ในขณะนั้นการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค มีการจดบันทึกไว้เป็นหลักฐานว่า เริ่มการแข่งขันเมื่อ 76 ปี ก่อนคริสตกาลเป็นครั้งแรก ทั้งนี้ ในครั้งนั้นได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากพระเจ้าคลิโฮสเชเนส กษัตริย์แห่งเมืองปิซา พระเจ้าลิเคอร์กุส กษัตริย์แห่งสปาร์ตา และพระเจ้าอิฟิตุส กษัตริย์แห่งเมืองเอลิส หลายศตวรรษต่อมาได้เริ่มมีการพัฒนาการแข่งขันยิ่งขึ้น โดยได้เริ่มการเขียนกฎเกณฑ์การแข่งขันขึ้น เพื่อจะควบคุมการแข่งขันนั้นให้เกิดเป็นระเบียบ มีความยุติธรรม เช่น การขว้างจักร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการมีพลังแข็งแกร่ง อดทน และแข็งแรงในยุคนั้น บุคคลใดสามารถขว้างจักรได้ไกลที่สุด ย่อมได้รับยกย่องให้เป็นนักกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศนั้น ( จรินทร์ ธานีรัตน์ 2511 : 4)

     ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคครั้งแรกมีกีฬาประเภทใดบ้าง นอกจากการแข่งขันวิ่งที่จัดให้มีการแข่งขันขึ้น ต่อมาก็จัดให้มีการแข่งขันมวยปล้ำ การกระโดดและกีฬามวย การแข่งขันกีฬาโอลิมปิคที่ประเทศกรีก ( กรีซ) ได้พัฒนาและเจริญรุ่งโรจน์ถึงขีดสูงสุดเมื่อ 464 ปี ก่อนคริสตกาล ในขณะนั้นประเทศกรีก ( กรีซ) ได้รวมประเทศเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว และทุก ๆ เมือง ทุก ๆ ท้องถิ่น ต่างมีความประสงค์อย่างยิ่งที่จะมีแชมป์เปี้ยนโอลิมปิคในเมืองของตน การแข่งขันกีฬาโอลิมปิคได้ดำเนินเรื่อยมาจนกระทั่ง
มาหยุดชะงักลงเมื่อปี พ. ศ. 2459 ( ค. ศ.1916) อันเนื่องมาจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 นับเป็นอุปสรรคสำคัญ
ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค

      ประวัติการแข่งขันกีฬายกน้ำหนักในประเทศกรีก ( กรีซ) เริ่มขึ้นเมื่อ พ. ศ.2439 ( ค. ศ.1896)
เป็นครั้งแรก จัดขึ้นที่กรุงเอเธนส์ ประเทศเจ้าภาพได้รับเหรียญจากการแข่งขันกีฬายกน้ำหนักเพียง 2 เหรียญทองแดง ( เหรียญบรอนซ์) สำหรับสหพันธ์ยกน้ำหนักของประเทศกรีซ มีชื่อเรียกว่า Hellenic Weightlifting Federation : HWF . ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อ พ. ศ.2515 ( ค. ศ. 1972) โดยรวมอยู่กับสหพันธ์มวยปล้ำ

     การแข่งขันกีฬายกน้ำหนักในรูปแบบปัจจุบันที่ใช้บาร์เบล เริ่มในศตวรรษที่ 19 ในยุโรปตะวันตก เป็นการแสดงของบุรุษผู้ทรงพลังในโรงละครสัตว์และโรงแสดงการดนตรี เมื่อปี พ . ศ.2448 ( ค. ศ.1905) นี้เองถือว่า เป็นปีเริ่มต้นที่ก่อตั้งสหพันธ์ยกน้ำหนักนานาชาติขึ้นเป็นครั้งแรก แต่การแข่งขันก็ขาดช่วงไปหลายปี จนกระทั่งปี พ. ศ.2463 ( ค. ศ.1920) การแข่งขันกีฬายกน้ำหนักก็ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ โดยได้บรรจุเข้าในการ แข่งขันกีฬา
โอลิมปิคอีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งถึงปัจจุบันกฎเกณฑ์การแข่งขันกีฬายกน้ำหนักในระยะแรกอยู่ภายใต้
Federation International High Committee : FIHC. ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นสหพันธ์ยกน้ำหนักนานาชาติ (International Weightlifting Federation : IWF) โดยมีศูนย์กลางหรือสำนักงานใหญ่อยู่ ณ กรุงบูคาเปสท์
ประเทศฮังการี

     การแข่งขันกีฬายกน้ำหนักชิงชนะเลิศแห่งโลกจัดขึ้นครั้งแรกที่เมืองพิคาดิลลี่ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ. ศ. 2434 ( ค. ศ.1891) มี 2 ท่า คือ

          1. ท่าเจอร์คมือเดียว (The Single hand of Jerk)
           2. ท่าเจอร์คสองมือ (The two hands of Jerk)

          ต่อมาคณะกรรมการโอลิมปิคสากลแนะนำให้มีการแข่งขันกีฬายกน้ำหนัก 4 ท่า คือ

          1. ท่าสแนทช์มือเดียว (The single hand of Snatch)

          2. ท่าคลีนแอนด์เจอร์คมือเดียว (The single hand of clean and Jerk)

          3. ท่าสแนทช์สองมือ (The two hands of snatch)

          4. ท่าคลีนแอนด์เจอร์คสองมือ (The two hands of clean and Jerk)

     ระหว่างปี พ. ศ. 2471 ( ค. ศ. 1928) – พ. ศ. 2515 ( ค. ศ. 1972) คณะกรรมการสหพันธ์
ยกน้ำหนักนานาชาติได้พิจารณาลดจำนวนท่ายกให้เหลือเพียง 3 ท่า คือ

          1. ท่าเพรสสองมือ (The two hands of Press)

          2. ท่าสแนทช์สองมือ (The two hands of Snatch)

          3. ท่าคลีนแอนด์เจอร์คสองมือ (The two hands of clean and Jerk)

     ต่อมาในการประชุมสภาคองเกรสของสหพันธ์ยกน้ำหนักนานาชาติ ( ระหว่างประเทศ) ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคครั้งที่ 20 ณ เมืองมิวนิค สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน เมื่อปี พ. ศ.2515 ( ค. ศ.1972) มติของคณะกรรมการให้ยกเลิกท่าเพรสสองมือ เนื่องจากท่าดังกล่าวสร้างปัญหาให้แก่กรรมการตัดสินมาก และก่อให้เกิดความไม่ยุติธรรมในการแข่งขันกีฬายกน้ำหนัก หลังจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคครั้งที่ 20 พ. ศ.2515 ( ค. ศ.1972)
จึงกำหนดให้มีท่ายกน้ำหนักในการแข่งขันเพียง 2 ท่า คือ

          1. ท่าสแนทช์สองมือ (The two hands of Snatch)

          2. ท่าคลีนแอนด์เจอร์คสองมือ (The two hands of clean and Jerk)

 การกำหนดรุ่นในการแข่งขัน

     เดิมในการแข่งขันยกน้ำหนักชิงชนะเลิศแห่งโลก ณ ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี พ. ศ. 2480 ( ค. ศ.1973)
ได้แบ่งการแข่งขันออกเป็น 5 รุ่น ดังนี้ รุ่น 60, 67.5, 75, 82.5 และน้ำหนักเกิน 82.5 กิโลกรัม แต่การแข่งขันที่
เมืองฟิลาเดลเฟีย (Philadelpia) ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ. ศ.2490 ( ค. ศ.1947) เจ้าภาพจัด ให้มีการแข่งขันชิงแชมป์ยกน้ำหนัก 6 รุ่น คือ รุ่น 56, 60, 67.5, 75, 82.5 และ 90 กิโลกรัม ต่อมามีการ จัดการแข่งขันยกน้ำหนักชิงชนะเลิศแห่งโลกขึ้นอีกครั้งหนึ่งเมื่อ พ . ศ. 2512 ( ค. ศ.1969) ณ เมืองวอร์ซอ (Warsaw) ประเทศโปแลนด์ เป็นการแข่งขัน
ยกน้ำหนักชิงชนะเลิศแห่งโลกที่เรียกว่า “Warsaw World champions” ได้จัดให้มีการแข่งขันทั้งประเภททีมชายและทีมหญิง โดยแบ่งการแข่งขันแต่ละประเภทออกเป็นรุ่นดังนี้ ประเภททีมชายแบ่งออกเป็น 10 รุ่น ได้แก่ รุ่น 52, 56, 60, 67.5, 75, 82.5, 90, 100, 110 และเกิน 110 กิโลกรัม สำหรับประเภททีมหญิง แบ่งออกเป็น 9 รุ่น ได้แก่ รุ่น 44, 48, 52, 56, 60, 67.5, 75, 82.5 และเกิน 82.5 กิโลกรัม ซึ่งได้ใช้รุ่นเหล่านี้ทำการแข่งขันตลอดมาจนถึงปี
พ.ศ.2535 จึงได้ยกเลิก

     ต่อมาในปี พ.ศ.2536 สหพันธ์ยกน้ำหนักนานาชาติได้ประกาศเปลี่ยนแปลงพิกัดรุ่นน้ำหนักของนักกีฬาเพื่อใช้ในการแข่งขันทั้งประเภทชายและหญิง ดังนี้ ประเภททีมชายแบ่งออกเป็น 10 รุ่นได้แก่ 54, 59, 64, 70, 76, 83, 91, 99, 108 และเกิน 108 กิโลกรัม สำหรับประเภททีมหญิงแบ่งออกเป็น 9 รุ่น ได้แก่ 46, 50, 54, 59, 64, 70, 76, 83 และเกิน 83 กิโลกรัม ซึ่งได้ใช้รุ่นเหล่านี้ ทำการแข่งขันตลอดมาจนถึงสิ้นปี พ.ศ.2540 จึงได้ประกาศยกเลิก

     การแข่งขันกีฬายกน้ำหนักได้พัฒนาต่อไปอีกเกี่ยวกับเรื่องการกำหนดการแข่งขันของแต่ละรุ่น เพื่อให้เกิดความยุติธรรม มิให้ได้เปรียบเสียเปรียบกันมากนัก กล่าวคือเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ. ศ.2540 ( ค. ศ.1997) นายกอดไฟร์ โชลด์ (Mr.Gottfried Schodl) ประธานสหพันธ์ยกน้ำหนักนานาชาติ (IWF) และ
ดร. ทามาส อายาน (DR. TAMAS AJAN) เลขาธิการสหพันธ์ยกน้ำหนักนานาชาติในขณะนั้น พร้อมด้วย ศาสตราจารย์เกอร์เรียกอส เวอร์วิดากิส (Prof.Kiriokos Virvidakis) ประธานกรรมาธิการ และนางคลา อัลวาเชส (MRS. Cla Alvaryz) กรรมาธิการ ประชุมกันที่เมืองโลซานน์ (Lausanne) ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ได้เสนอ ต่อนายกิลเบอร์ท เฟลลี่ (MR.Gilbert Felli) ประธานโอลิมปิคสากล (IOC) ว่าการจัดการแข่งขันกีฬา ยกน้ำหนักควรจัดให้เป็นมาตรฐานเดียวกันให้เป็นระบบสากลเกี่ยวกับการแบ่งรุ่นดังต่อไปนี้

          การแข่งขันประเภทชาย ให้แบ่งการแข่งขันออกเป็น 8 รุ่น คือ

         (1) รุ่น 56 กิโลกรัม

         (2) รุ่น 62 กิโลกรัม

         (3) รุ่น 69 กิโลกรัม

         (4) รุ่น 77 กิโลกรัม

         (5) รุ่น 85 กิโลกรัม

         (6) รุ่น 94 กิโลกรัม

         (7) รุ่น 105 กิโลกรัม

         ( 8 ) รุ่น + 105 กิโลกรัม ( รุ่นน้ำหนักเกิน 105 กิโลกรัมขึ้นไป)

          การแข่งขันประเภทหญิง แบ่งเป็น 7 รุ่น คือ

          (1) รุ่น 48 กิโลกรัม

          (2) รุ่น 53 กิโลกรัม

          (3) รุ่น 58 กิโลกรัม

          (4) รุ่น 63 กิโลกรัม

          (5) รุ่น 69 กิโลกรัม

          (6) รุ่น 75 กิโลกรัม

          (7) รุ่น + 75 กิโลกรัม ( รุ่นน้ำหนักเกิน 75 กิโลกรัมขึ้นไป)

     หลังจากการตกลงของคณะกรรมการบริหารสหพันธ์ยกน้ำหนักนานาชาติ (IWF) จึงให้ยึดถือ
การแบ่งรุ่นกันใหม่ดังกล่าว ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ. ศ. 2541 ( ค. ศ.1998) เป็นต้นไป ดังนั้นการแข่งขันกีฬายกน้ำหนักชิงชนะเลิศแห่งโลก และกีฬาโอลิมปิคในปัจจุบันจึงยึดถือแนวปฏิบัติการแบ่งน้ำหนักตัวผู้เข้า ทำการแข่งขันยกน้ำหนักตามมติของคณะกรรมการบริหารสหพันธ์ยกน้ำหนักนานาชาติหลังจากที่มีการประชุมสภา
คองเกรส ณ เมืองเคปทาวน์ (The cape town) ประเทศอาฟริกาใต้

     ส่วนคณะกรรมการของสหพันธ์ยกน้ำหนักนานาชาติ (IWF) ในปัจจุบัน พ. ศ.2548-2551 ( ค. ศ.2005-2008) ประธานสหพันธ์ยกน้ำหนักนานาชาติ (IWF) คือ ดร.ทามาส อายาน (DR.TAMAS AJAN) ชาวฮังกาเรียน ( ประเทศฮังการี) เลขาธิการคือ นายยานนิส สะกอร์ส (MR.Yannis Sgouros) ชาวกรีก ( ประเทศกรีช) ทั้งนี้ จากผลการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสหพันธ์ยกน้ำหนักนานาชาติ (IWF) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-5 มีนาคม 2548 ณ กรุงอิสตัลบูล ประเทศตุรกี และพลตรี อินทรัตน์ ยอดบางเตย อดีตนายกสมาคมยกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ได้รับเกียรติให้ดำรงตำแหน่งรองประธานสหพันธ์ยกน้ำหนักนานาชาติคนที่ 1

     สำหรับกีฬายกน้ำหนัก ได้เริ่มเข้ามาแพร่หลายในทวีปเอเชีย และได้มีการประชุมจัดตั้งสหพันธ์ยกน้ำหนักเอเชียขึ้น เมื่อปี ค. ศ.1958 ที่ประเทศญี่ปุ่น มีประธานสหพันธ์ยกน้ำหนักเอเชีย (Asian Weightlifting Federation = AWF) เป็นชาวอิหร่าน ชื่อ นายเอ เอ็ม บัคเทีย (A.M.Buctia) และเลขาธิการ คือ
นายเอ. นาเดอรี (A. Naderi) ดำรงตำแหน่งเมื่อปี ค. ศ.1958-1966 และประธานสหพันธ์ยกน้ำหนักเอเชีย
คนต่อมา คือ นายชูล เชียงลี (Cgoul Chiang-Li) ใน ปี ค. ศ. 1966-1970 และเมื่อมีการประชุมเลือกตั้งใหม่
นายสุชาติ สมิทธินันต์ ได้รับเลือกจากสมาชิกสหพันธ์ให้เป็นประธานสหพันธ์ยกน้ำหนักเอเชีย ในปี ค . ศ.1970-1985 และ นายอิสเมล แดดโอดาซาเดซ (Ismeel Dadodasadez) ชาวอิหร่าน เป็นเลขาธิการ และเมื่อปี ค. ศ. 1993
พลตรีอินทรัตน์ ยอดบางเตย จากประเทศไทย ได้รับเลือกให้เป็นประธานสหพันธ์ยกน้ำหนักเอเชีย ( รักษาการ ประธานสหพันธ์) โดยมีนายไมเคิล คอว์ย (Michael Koay Say Lean) ชาวสิงคโปร์ เป็นเลขาธิการ ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2546 (ค.ศ.2003) สหพันธ์ยกน้ำหนักแห่งเอเชีย (AWF) ได้จัดให้มีการประชุมสามัญประจำปี และมีมติเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารใหม่ ปรากฏว่า ประธานสหพันธ์ได้แก่ นายพวนเทเวลลา โมนิโก ชาวฟิลิปินส์ และ
นายโมราคี อาลี ชาวอิหร่าน เป็นเลขาธิการ ฯ



* ยกน้ำหนัก.jpg (44.81 KB, 200x269 - ดู 183 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
  ลิ้งค์ไปยังปฏิทิน  
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.16 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
Kasettambon หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 1.361 วินาที กับ 26 คำสั่ง